Anne Frank : untold stories to be unfold



โรคระบาด ปี 2019 : ท่ามกลางความวุ่นวาย ผู้คนมากมายในสังคมเริ่มไร้สติ บุคลิกวิปริตผิดไป มากด้วยโทสะ โลภ โกรธ หลง เปลี่ยนจากที่เคยเป็น บ้างอ่อนแรง บ้างเลวทราม จิตหยาบกระด้าง บ้างก็โหดร้าย และไม่สำนึกบุญคุณของชีวิต เมื่อคืนนี้ เลือกดูสารคดีเรื่องหนึ่ง ด้วยความคิดถึงเมืองแสนหวานอย่างอัมสเตอร์ดัม เมืองที่เรามีความทรงจำดีๆ มากมาย "Anne Frank : The Parallel Stories" / Netflix ..... คนเราทุกวันนี้ หรือจะขาดความรอบรู้ ขาดสติ จนหลงลืมไปว่าเมื่อ 80 กว่าปีก่อน มีเด็กหญิงชาวยิว และครอบครัวของเธอใช้ชีวิตลับๆ ราวกับหนู อยู่ในมุมมืดของห้องใต้ดินแห่งหนึ่งในอัมสเตอร์ดัม เพื่อรักษาชีวิตให้รอดพ้นจากเงื้อมมือคนบ้าในนาม "กองทัพนาซี" ในช่วงเวลาที่มืดมิดนั้น เด็กหญิงยังอุตส่าห์ได้รับสมุดเปล่าเล่มน้อยเป็นของขวัญวันเกิด และนั่นเป็นเพื่อนคนเดียวที่เธอจะหาได้ในช่วงวิกฤตของชีวิตเด็กวัย 12 แอนน์ (สำเนียงเยอรมันเรียกเธอว่า “อันน่ะ ฟรั่งก์” ) ตั้งชื่อให้ไดอารี่เล่มนั้นว่า “คิตตี้” เพื่อเป็นเพื่อนรับฟังความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย เกี่ยวกับโลกและชีวิต เท่าที่เด็กอายุ 13 จะเข้าใจ

สิ่งที่เพื่อนในรูปแผ่นกระดาษอย่างคิตตี้ได้รับฟังและจำไว้ มีทั้งความฝัน ความหวัง การมองโลกในแง่ดี รวมทั้งรูปถ่าย “บุคคลอันเป็นขวัญใจ” ที่แอนน์ตัดจากหนังสือพิมพ์เก่า มีทั้งภาพหมู่ราชวงศ์แห่งเนเธอร์แลนด์ในเวลานั้น และอีกหนึ่งรูปที่สำคัญ คือพระฉายาลักษณ์ในวัยเยาว์ของเจ้าหญิงอลิซาเบธ ซึ่งในเวลายังเป็นเพียงเด็กสาวที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกัน



Photo courtesy : Netflix


หลายชีวิตแยกกันดำเนินมาบนเส้นขนาน ในขณะที่แอนน์ถูกทหารนาซีบุกเข้ามาจับตัวได้ แล้วพรากเธอจากพ่อแม่ คืนก่อนถูกจับไป แอนน์จะรู้ไหมว่าคืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่จะได้กอดพ่อแม่เป็นครั้งสุดท้าย ตลอดชั่วชีวิตอันแสนสั้นของเธอ .. เด็กเป็นแสนๆ คนถูกพรากจากอ้อมกอดของพ่อแม่ แล้วกวาดต้อนไปยังค่ายกักกันหลายแห่งทั่วยุโรป ทั้งเอาท์ชวิตช์ และค่ายอื่นๆ ซึ่งมีชื่อร่วมกันว่า "นรกบนดิน" แอนและพี่สาวถูกแยกส่งไปที่ค่ายกักกันโฮโลคอสท์ พร้อมเด็กอื่นๆ อีกหลายร้อยคน ส่วนอีกหนึ่งเด็กหญิงที่อยู่ในความคำนึงของเธอ เจ้าหญิงอลิซาเบธ ก็เติบโตและได้ผ่านชีวิต ผ่านเวลา ผ่านผู้คน และฤดูกาล ผ่านร้อนผ่านหนาว มาจนถึงปัจจุบัน ที่พระองค์ท่านอยู่ในฐานะพระมหากษัตรีย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดของโลก เราเห็นอะไรจากเรื่องเหล่านั้น ? สิ่งที่สารคดีเรื่อง Anne Frank : The Parallel Stories นำเสนอคู่ขนานกันไป คือเรื่องราวของเพื่อนๆ เด็กหญิงในวัยเดียวกัน ที่เคยถูกกวาดต้อนมุ่งไปสู่ประตูค่ายนรกพร้อมกัน ผ่านความอดอยาก หิวโหย เหน็บหนาว และหวาดกลัว ความคิดถึงพ่อแม่พี่น้องที่กัดกินหัวใจ เชลยยิวทุกเพศทุกวัยในค่ายมรณะล้วนอยู่ในสภาพโครงกระดูกติดหนัง มีกลิ่น และอุจาดตา จนถือกันว่า “เหมือนขยะ ดังนั้นเวลา (นาซี) เอาขยะไปเผา ก็ไม่มีใครรู้สึกอะไร” ในอกในใจของเด็กทุกคนมีแต่รอยบาดแผลลึกจากวันเวลาเหล่านั้น แอนน์และเพื่อนๆ หลายคนเผชิญขวบปีนรกและความยากลำบากของชีวิตมาพร้อมกัน เด็กๆ หลายหมื่นคนเหล่านั้นไม่ได้ไปต่อ แต่ยังมีเด็กน้อยบางคนที่โชคช่วย และรอดมาได้ ปัจจุบัน เด็กๆ กลุ่มนั้นอายุ 90 กว่า และแน่นอนว่าไม่มีใครลืมเรื่องที่เกิดขึ้นกับวัยเยาว์ของพวกเธอได้เลย


photo courtesy : Netflix

ดูหนังสารคดีเสร็จตอนกลางคืน ตื่นมาอีกวัน ระหว่างที่ชงช็อกโกแลตร้อนในเช้าที่ฝนพรำ เราก็ได้เวลาอ่านหน้ากล่องช็อกโกแลตยี่ห้อที่ใช้อยู่เป็นประจำ มีประวัติของ Coenraad J. Van Houten : หนุ่มหล่อนักเคมี ( เกิดเมื่อปี ค.ศ.1801) กับคุณพ่อ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตำนานแห่งอัมสเตอร์ดัมเหมือนกัน ในยุคสมัยที่ยังงดงาม ก่อนยุคอันโหดร้ายต่อแอนน์ แฟรงก์ ยังมีสุภาพบุรุษ 2 คน ที่ทุ่มเทคิดและค้น เพื่อหาวิธีการสกัดเอารสขื่น ความขม และนำผลโกโก้มาทำแป้ง แล้วทดลองนับร้อยๆ ครั้ง ผ่านกระบวนการอันยากเย็นยืดยาว จนสามารถใช้เกลืออัลคาไลน์มาสกัดรสขมออก และสู้อุตส่าห์ประดิษฐ์เครื่องจักร นำผงโกโก้ผ่านกระบวนการจนสามารถละลายน้ำได้ และต่อมา ทั้งโลกเอามาใช้เป็นช้อคโกแลตกันในทุกวันนี้



….

อ่านแล้วอยากแชร์ว่า 2-3 ปีมานี้ ผู้คนชอบพูดกันเรื่อง Story- telling ในฐานะที่ทำเรื่อง Story- telling มาแล้วเกือบ14 ปี อยากบอกว่าการทำ Story-telling ไม่ใช่เพียงการเอาประวัติศาสตร์ หรือความเป็นมาของตัวบ้าน สถาปัตยกรรม หรือเล่าวิธีทำของที่ระลึก หรือเล่าประวัติของผู้คน หรือชุมชนมานำเสนอเท่านั้น นั่นไม่ใช่ "สตอรี่" ทั้งหมด แต่เรื่องราวเหล่านั้น ต้องอาศัย "คนเล่าเป็น" จนเรื่องราวสามารถ “ให้แรงบันดาลใจ และให้คุณค่ากับผู้คน” ที่ได้ยินได้ฟัง ให้แนวทาง และพลังใจที่จะใช้ประโยชน์กับชีวิตเขาเหล่านั้นต่อไป หาไม่แล้ว ต่อให้เล่าแทบตาย ผู้คนก็จะลืมเลือนไปอยู่ดีในวันหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับประวัติศาสตร์ที่เราเรียนกันมา เพื่อที่วันหนึ่งจะมีคนชังชาติอยู่ดี .. ทั้ง Van Houten และ Anne Frank เยาวชนสองคนผู้อยู่ในยุคสมัยไล่เลี่ยกัน คนหนึ่งนั้นสิ้นโอกาสที่จะมีชีวิตไปเมื่อวัย 13 ปี ร่างน้อยๆ ของเธอกับพี่สาวถูกฝังกลบไปใน common ground ร่วมกับเด็กอื่นๆ อีกเป็นพันร่าง

ส่วนอีกหนึ่งนั้น ใช้ศรัทธานำ จนเอาชนะอุปสรรค สร้างผลการทดลองและ ขับเคลื่อนให้ช็อกโกแลตดิบๆ กลายเป็นนวตกรรม สร้างสิ่งที่คงอยู่ กลายเป็นเครื่องดื่ม ของหวานที่ปลอบประโลมใจผู้คนทั่วโลก ไม่เฉพาะในเวลาแห่งความทุกข์ยากเท่านั้น ในพื้นที่อันจำกัดแบบห้องใต้ดินของแอน แฟรงก์ หรือด้วยข้อจำกัดของผลไม้จากดินแดนลึกลับไกลโพ้นอย่างโกโก้ที่มีแต่ความขื่นขม เกินความหวังที่จะเอามากินได้ แต่หากมนุษย์ ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัดใดๆ - - - ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ แม้แม่หนูแอนน์จะด่วนจากไป แต่ยุคสมัยต่อๆ มา เรื่องราวจาก “คิตตี้” เพื่อนยาก ก็ยังบรรจงส่งต่อความงดงามของเวลา ความงดงามของการได้มีชีวิต และการที่ได้ยังหายใจอยู่ ........ ขอให้พวกเราทุกคนตั้งสติให้มั่น อดทน ผ่านพ้นไปให้ได้ ปัจจัยที่สำคัญคือต้องมีสมาธิ ต้องรู้ตัว ควบคุมจิตใจให้รู้จักอยู่เฉพาะในแดนบวก ปล่อยผ่านสิ่งที่เกินควบคุม ยอมรับความเปลี่ยนแปลงบ้าง ทำใจให้ได้ ว่าเราอยู่ในยามที่ต้องลำบากกว่าปกติ และไม่ได้ดังใจบ้าง มองความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์รอบข้าง และทำความเข้าใจ .. แล้วถ้าไม่เป็นอะไรไปเสีย เราจะผ่านมันไปด้วยกัน เหมือนกับที่ผู้คนเมื่อ 90 ปีที่แล้วได้ผ่านเวลาของเขามาจนถึงสมัยเรานี้ ที่กำลังต่อสู้กับภัยคุกคามแห่งศตวรรษของเรา ..

ห้องใต้ดิน ความขื่นขม และโรคระบาดอาจจะกักขังผู้คนไว้ได้ แต่ขอจงอย่าลืมเลือนไป ว่า “สิ่งที่เป็นอิสระตลอดเวลา คือใจและความหวัง”


58 views0 comments