EVERYDAY A GOOD DAY จงทำทุกอย่างเสมือนเป็นครั้งสุดท้าย

Updated: Jun 29



photo courtesy : Everyday a Good Day via Netflix


หนังแสนดีที่เล่าถึงการเดินทางผ่านฤดูกาลอันงดงามเรื่องนี้ พาคนดูเดินทางมาถึงข้อสรุปที่ดีงามไม่แพ้กัน "โลกนี้ มีอยู่ 2 อย่าง คือเรื่องที่เราเข้าใจได้ทันที กับเรื่องที่ต้องใช้เวลาเข้าใจ" เป็นความจริงที่อยู่มาเงียบๆ และเรียบง่าย

.. คำถามยามดูหนังจบนั้นมีอยู่ว่า เราจะจัดการกับ "เรื่องที่เรายังไม่เข้าใจ" ได้อย่างไร ? ส่วนตัวตอบได้ว่า เราต้องอาศัยบทเรียนจากชีวิต และให้เวลา


หนังพาเรานั่งลงบนพื้นบ้านตรงนอกชานริมสวน มองดูจิตใจของครูวัยชรา กับศิษย์มัธยมที่คืบเข้ามาใกล้ชิดกันผ่านความสัมพันธ์ ผ่านเวลา ผ่านพิธีการชงชา และความสูญเสีย


อันว่าเจ้าพิธีการชงชานี้ ถ้าเป็นคนไม่เคยสนใจปรัชญา หรือหลักคิดอะไรของชาวญี่ปุ่นเลย ก็คงช่วยไม่ได้ที่จะนั่งสงสัย ว่าในความละเมียดละไม แช่มช้อยและเชื่องช้าเหล่านั้น มัน "จะอะไรกันนักกันหนา" ทำไมไม่ชงจากผงชา รินน้ำร้อนใส่ คนๆ แล้วกินให้มันจบไปเหมือนกาแฟสำเร็จรูป ?

..


นั่นเพราะระหว่างบรรทัด พิธีชงชาเล่าเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าเรื่องชา นั่นเพราะคนญี่ปุ่นเขาสั่งสอนสืบทอดกันต่อมา ว่าให้ "ทำทุกอย่างเสมือนเป็นครั้งสุดท้าย"

ทำให้นึกถึงพระพุทธวจนะที่ว่า "พรุ่งนี้กับชาติหน้า เราไม่รู้ว่าอะไรจะมาถึงก่อนกัน"

ระหว่างที่ไขว่คว้าหาวัตถุ จะมีบ้างไหมที่เราฉุกคิด ว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่มนุษย์ต้องไม่ปล่อยให้สูญเปล่า คือ "เวลา" "เรามีเวลาคนละเท่าไหร่ ?" นั่นอาจจะไม่สำคัญเท่าคำถามที่ว่า "เราใช้เวลานั้นคุ้มค่าแค่ไหน?"


อันที่จริง ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเสมอ ไม่มีองค์ประกอบใดจะกลับมาเหมือนกันได้อีก ถึงแม้ว่าวัน เดือน สถานที่หรือผู้คน จะถูกจัดเลียนแบบครั้งเก่าทุกอย่าง แต่จะไม่มีอะไรที่เหมือนกันไปได้


เพราะเวลาเดินล่วงเลยไปจากครั้งที่แล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครห้ามหรือหยุดยั้งได้ ทุกวินาทีที่ผ่านไป เซลล์ในร่างกายเรายังเปลี่ยนแปลง อนุภาคในทุกชีวิต-ทุกอย่างรอบตัวเรากำลังเปลี่ยนแปลง และจะไม่มีวันย้อนกลับมาที่เดิมอีกเลยตลอดกาล เพื่อให้รอดผ่านฤดูหนาวอันทารุณ และอาจจะถึงกับโหดร้ายในบางช่วงปี เช่นยุคที่มีสงคราม ภัยพิบัติ "ในวันที่หนาวที่สุดของฤดูหนาว คนญี่ปุ่นจะถือว่า นั่นเป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ" เพื่อให้สามารถทนต่อไปได้อีกวัน นั่นสินะ คือความหมายของ "ความหวัง"


สองปริศนาใหญ่ของชีวิตที่ไม่มีใครรู้คำตอบ คือเวลาและความหวัง และความสมหวัง กับเวลาที่มี บางทีก็ไม่ได้มาด้วยกัน


หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังสืออีกเล่มที่เพิ่งอ่านไปไม่นาน

OMOIYARI :

The Japanese Art art of compassion

โอโมอิ-ยาริ คือวิถีแห่งการพินิจพิจารณา และอาทรต่อทุกชีวิต ต่อโลก


โอโมอิ-ยาริ (ฟังจากภาษาพูดของคนญี่ปุ่น คือประมาณ 'อ่มโม่ย-ยาหริ') เป็นวิถีที่ประกอบขึ้นด้วยหลายๆ ปัจจัย ที่อยากเล่าถึง คือหลักคิด MOTTANAI : "คนเราจะไม่ทิ้งสิ่งใดให้สูญเปล่า" อ่านไปอ่านมา เราพบว่านี่ไม่ใช่แค่การคำนึงถึงหลักความคุ้มค่า แต่ที่สำคัญกว่า คือปรัชญานี้สอนให้เรา "มองเห็นศักยภาพ และความเป็นไปได้ ในคนทุกคน และในของทุกอย่าง" ทำให้นึกถึงพี่น้องตระกูลไรท์, โธมัส เอดิสัน , ยูริ กาการิน, โมฮันดาส คานธี, เกรแฮม เบล, อลัน ทัวริ่ง มาถึงบิล เกตส์ และมาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก


ส่วนตัว ต้องแอบเล่าสั้นๆ ถึงมารี คูรี ที่พยายามศึกษาวิธีการใช้กัมมันตรังสีเพื่อรักษามนุษย์ ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เธอสัมผัสรังสีมากเกินไปจนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทิ้งให้บุตรสาวของเธอสานต่องานวิจัยของมารดา และเจริญรอยตามในฐานะนักวิทยาศาสตร์ แล้วสตรีสาวผู้ลูกก็สิ้นชีวิตไปด้วยกัมมันตรังสีเช่นกัน หนทางเส้นนั้นทอดยาวไกลนัก กว่ามนุษย์จะเดินทางมาถึงวันนี้ วันที่เรามีรังสีรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง


ถ้าใครสนใจเรื่องญี่ปุ่น จะเห็นว่าหลักคิด "โมตโตะนัย" นี้ เป็นส่วนหนึ่งของ"ต้นธารแห่งการสร้างและประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาเพื่อรับใช้ปัญหา" ที่เราเรียกมันอีกอย่างว่า "นวตกรรม" ที่เกิดจากอารยธรรม Zero waste ของญี่ปุ่น และกำลังแผ่ขยายไปช้าๆ ให้ลุ้นกันว่าเราจะยื้อชีวิตโลกไว้ทันหรือเปล่า



เช็คลิสต์ของวิถี MOTTAINAI :


Reduce : ลด-ละ ทำให้อยากเล่าเรื่องมาริเอะ คอนโดะ หลายคนคงรู้จัก Marie Kondo เมื่อหลายปีก่อน มีนักจัดระเบียบบ้านที่มีชื่อไปทั่วโลก และถือกันว่าเป็นศาสดาแห่งชาวมินิมัลลิสต์ "มาริเอะ คอนโดะ" กลายเป็นชื่อลัทธิ เธอเขียนหนังสือขายดีที่สุดในโลกเมื่อหลายปีก่อน มาริเอะให้แนวทางการจัดระเบียบบ้าน และที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นการชำระสะสางกายภาพรอบตัว นำไปสู่การทบทวนเรื่องจิตใจและชีวิต ให้น้อยและสงบ


Reuse : ใช้แล้วใช้อีก Boro textile เมื่อใช้ผ้าที่ทำจากใยธรรมชาติจนเก่า ชาวญี่ปุ่นจะใช้กรรไกรกรีดผ้าเก่านั้นให้เป็นเส้น ใหญ่-น้อยตามความต้องการ โดยทั่วไปจะใหญ่กว่าไหมพรม แล้วเอาเส้นผ้าเหล่านั้นมาทอเข้าหากัน ได้ผ้าผืนใหม่ซึ่งแน่นหนามากกว่าเดิม และนำไปใช้ประโยชน์ซ้ำได้อีกนานหลายปี ที่สำคัญคือโบโระไม่ใช่ผ้า ไม่ใช่เป็นเพียงการประดิษฐ์วัตถุมาใช้ซ้ำ แต่เป็น "ศิลปะแห่งการดำรงชีวิตผ่านคุณค่าของสิ่งทอ"


Repair : ซ่อมแซม วิธีนี้ทำให้นึกถึงเรื่อง Kintsugi ซึ่งเป็นทั้งปรัชญา และศิลปะชั้นสูงในการซ่อมเครื่องกระเบื้องที่แตกแล้ว เพื่อกอบเก็บเรื่องราวและนำกลับมาใช้ใหม่ ด้วยการใช้วัสดุหายากมาเชื่อมประสาน และทำให้รอยแตกร้าวนั้นโดดเด่นขึ้นด้วยการเดินเส้นทองคำ คินสึหงิเล่าเรื่องผ่านกระบวนการและวัสดุเหล่านั้น ว่าคนเราผิดพลาดกันได้ แต่ไม่จำเป็นต้องหลบหน้า ลืม หรือซ่อนอดีต แต่ควรนำกลับมา คืนดีกับความแตกร้าวนั้น ใช้เป็นบทเรียนแก่คนรุ่นหลัง หรือผู้ที่ได้ใช้ภาชนะนั้น เช่นเคย วิถีนี้ไม่ใช่เพียงศิลปะการซ่อมของที่แตกร้าว แต่เป็นปรัชญาที่บอกเล่ากับผู้คน ว่าทุกสิ่งมีความเป็นไปได้ แม้แต่ภาชนะที่แตกไปแล้ว -ก็ไม่เว้น


Osaka Stuffed Toys Hospital : ที่เมืองโอซากามีโรงพยาบาลของเล่น ผู้ใหญ่ในโรงพยาบาลนั้นมีหน้าที่คอยรับ "ผู้ป่วย" ด้วยความอาทร ลงมือซ่อมแซมของเล่นต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตุ๊กตาหมีเพื่อนรักเก่าแก่ของเด็กๆ ที่ชำรุด ให้กลับมาอยู่ในสภาพที่น่ารักสดใสที่สุดอีกครั้ง นั่นคือการถ่ายทอดความคิด "มีความเป็นไปได้อยู่ในของทุกชิ้น" และทำให้ดู จากรุ่นสู่รุ่น อย่างเป็นธรรมชาติและได้ผลจริง


Recycle : ใช้วนไป polyester powder ในขณะที่วัฒนธรรมญี่ปุ่นแต่โบราณนำผ้าฝ้ายมาทำโบโระ นวัตกรรมโลกใหม่ก็นำเอาเสื้อผ้าสมัยใหม่มาแปรรูปเป็นผงโพลีเอสเตอร์ แล้วนำกลับไปใช้ในการทอผ้ารุ่นใหม่ๆ วนใช้ต่อไป การทอผ้าและผลิตเส้นใยเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมากมายมหาศาล และทำให้โลกร้อนได้มากที่สุดอย่างหนึ่ง มนุษย์เกินครึ่งยังมัวเมาลุ่มหลงในแฟชั่นและการปรุงแต่งภายนอก เรามีมหาสมุทรแห่งเสื้อผ้าใช้แล้วกำลังเอ่อทะลักใกล้จะท่วมโลก ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของหลายประเทศ


สมัยทำร้านอาหารไทยโบราณ เคยมีชายหนุ่มในลุคร่ำรวยควงหญิงสาวผอมบาง ดูอ่อนแอพึ่งพิงแต่แต่งตัวจัด ทั้งสองมากินดินเนอร์ จังหวะหนึ่ง ฝ่ายชายไปเข้าห้องน้ำ สาวนางนั้นรีบสั่งพนักงานเสริฟให้เอาข้าวที่เพิ่งแสร้งกินไป 3-4 คำไปทิ้ง และเปลี่ยนจานมาให้ใหม่

นั่นคือนางไม่กิน นางกลัวอ้วน

...


ถ้าใครคุ้นเคยกับชาวญี่ปุ่นหรือครัวญี่ปุ่น จะรู้ดีว่าการทิ้งข้าว หรือของกินที่เหลือ ชาวญี่ปุ่นถือเป็นสิ่งผิดบาป น่าอับอาย และเจ็บปวดยิ่งนัก คำที่ต้องอุทานอย่างอ่อนแรงคือ "omoiyari"



บันทึกบทนี้เขียนไว้ในเดือนมิถุนายน ปี 2564 ซึ่งกำลังมีข่าวว่าชาวญี่ปุ่นเกือบทั้งประเทศไม่ยอมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 และรัฐบาลของเขากำลังจะเอาไปบริจาคให้แก่ประเทศยากจน สมการ : ประเทศอยู่ในชัยภูมิที่ลำบาก แต่ถ้าหากชนชาตินั้นๆ คิดได้ = นวตกรรมจากสติ ความเพียร ปัญญา และจิตสมถะ > ความรุ่งเรือง และ life accountability / เขาศรัทธาในตัวเอง ว่าจะอยู่ได้ without Vaccination


ในขณะที่ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ผู้คนรักสบาย แต่สติบกพร่อง = ยกย่องกันที่วัตถุ ความฟุ้งเฟ้อ กิเลส ความประมาท ให้ค่าคนที่เงิน จึงทำทุกอย่างให้ได้เงิน ทิ้งศีล ทิ้งธรรม ทิ้งอาหาร คอรัปชั่น = ประเทศยากจน เพราะผู้คนเสื่อมถอย รวยกระจุก จนกระจาย


กรณีตัวอย่างคือกินรี และสัตว์โลกซาฟารีบนเสาไฟ ยิ่งติดเยอะเท่าไหร่ แสดงว่าประเทศไทยยิ่งมืดลงเท่านั้น


117 views0 comments

Recent Posts

See All