เนเธอร์แลนด์

แดนที่ผู้คนมองสูงถึงฟ้า บนแผ่นดินที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล

นิตยสาร HELLO ! เรื่อง : ชยสิริ วิชยารักษ์ ภาพ : ปฐมพร นิธิอุทัย และชยสิริ วิชยารักษ์

















BEAUTY :

" I do not think of all the misery,but of the beauty that still remains. My advice is GO outside , to the fields , enjoy nature and the sunshine , go out and try to recapture happiness in yourself and in God. Think of all the beauty that’s still left in and around you and be happy.”

: Anne Frank (1929 - 1945)

ความงดงาม : "หนูไม่จมอยู่กับความทุกข์ หนูนึกถึงแต่ความงามที่ยังคงอยู่

หนูอยากบอกว่า - จงออกไปสู่โลกภายนอกเถิด ไปยังทุ่งกว้าง ชื่นชมกับธรรมชาติและแสงตะวัน

ออกไปเถิด ออกไปกอบเก็บความสุขแห่งตัวตนของคุณ และความสุขแห่งพระเป็นเจ้ากลับมา

นึกถึงความงดงามทั้งหลายที่ยังดำรงอยู่ในกายคุณ ยังคงอยู่รายรอบตัวคุณ และเป็นสุขกับมันเถิด” : แอนน์ แฟรงก์ (1929 - 1945)

ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เกิดจากการรวมตัวกันของเมืองต่างๆ เข้าเป็นอาณาจักรใหญ่ด้านตะวันตกตอนเหนือของทวีปยุโรป มีพื้นที่ต่อกับทะเลเหนือ (North Sea) ส่วนด้านที่เป็นแผ่นดินมีเยอรมันและเบลเยี่ยมเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและสนิทกันมาก หากนักเดินทางไปถึงเส้นชายแดนในเขตเมืองบาเลอ-นัชเชา (Baarle-Nassau) ก็สามารถไปเยือนทั้งเนเธอร์แลนด์และเบลเยี่ยมได้ในเวลาเดียวกันโดยการยืนบนแผ่นดินประเทศหนึ่งด้วยเท้าซ้าย กับอีกหนึ่งเท้าขวายืนอยู่บนแผ่นดินประเทศข้าง ๆ

บางคนเรียกเนเธอร์แลนด์ว่า "ฮอลแลนด์" ทั้งที่จริงแล้ว ฮอลแลนด์เหนือและฮอลแลนด์ใต้เป็นเพียง 2 ในจำนวนทั้งหมด 12 จังหวัดของเนเธอร์แลนด์ ด้วยประวัติความเป็นมาอันยาวนานเกือบห้าร้อยปี ความเป็นมาของคำว่า "ฮอลแลนด์" ในฐานะอีกนามหนึ่งของเนเธอร์แลนด์จึงปรากฏอยู่หลากหลาย บ้างก็ว่าเพราะในอดีตกาล ผู้คนจากดินแดนลุ่มน้ำแห่งนี้ที่มักเดินทางรอนแรมออกทะเลเและผจญภัยไปแสวงโชคมักไปจากจังหวัดฮอลแลนด์ จึงเป็นที่รู้จักของโลกภายนอกว่าคนกลุ่มนี้มาจากฮอลแลนด์ แม้ภายหลัง จังหวัดฮอลแลนด์จะถูกรวมเข้าอยู่ในนามของทางราชการเป็น "เนเธอร์แลนด์" แล้วก็ตาม

บ้างก็บอกว่า "ฮอลแลนด์" เป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการ เช่นเดียวกับที่เราย่อนามของสหรัฐอเมริกาลงเป็น "อเมริกา" หรือเรียกสหราชอาณาจักรเป็น"อังกฤษ" นั่นเอง


คำว่า "Neder-land" เป็นภาษาดัตช์ หมายถึงที่ลุ่มต่ำ (low country) ซึ่งบ่งบอกถึงสภาพภูมิศาสตร์บางส่วนของประเทศที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล แผ่นดินอันราบต่ำนี้จึงต้องอาศัยแรงกายแรงใจของคนดัตช์มาคิดค้นวิธีจัดการระบายน้ำออก แล้วก่อร่างสร้างผืนแผ่นดินขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา เพื่อผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยการตกเป็นเมืองขึ้นทั้งของสเปนและฝรั่งเศส แต่แล้วในที่สุดก็เป็นเอกราชทั้งยังขึ้นเป็นเจ้าอาณานิคมเสียเองต่อมาจนปัจจุบัน

เพราะชาวดัตช์เลือกแล้วที่จะตั้งถิ่นฐานรกรากอยู่ในที่ลุ่มแห่งนี้ และเลือกแล้วที่จะดำเนินชีวิตที่แขวนอยู่กับสภาพภูมิประเทศที่ธรรมชาติที่อาจเล่นตลกเมื่อไหร่ก็ได้ ทั้งยังอยู่ติดทะเล ดังนั้น นอกจากน้ำแล้ว เนเธอร์แลนด์ยังต้องเผชิญกับลมและฝนเป็นช่วงๆ ตลอดทั้งปี ทุกสิ่งทุกอย่างเเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ชาวดัตช์มีบุคลิกเข้มแข็ง อดทน มีความมั่นใจ ตรงไปตรงมา ไม่พึ่งพาโชคชะตามากไปกว่าการสังเกต ศึกษา วางแผน และจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง

เพียงร้อยกว่าปีที่ประกาศเอกราช ชาวดัตช์ลงมือพลิกผันจุดอ่อนทางภูมิศาสตร์จนสามารถใช้ทำเลที่อยู่ติดทะเลเป็นจุดสังเกตการณ์การค้า จนสามารถพัฒนาเมืองชายทะเลชื่อ "ร็อตเตอร์ดัม"ของตนเองเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ของโลกที่สร้างให้เนเธอร์แลนด์ก้าวเท้าขึ้นยืนบนแท่น "ผู้ยิ่งใหญ่" ทั้งในความเป็นมหาอำนาจทางทะเลและความเป็นประเทศแรกๆที่ก่อเกิดระบบทุนนิยมของโลก ในขณะที่ต้องป้องกันอาณาจักรให้พ้นจากเงื้อมมือของอุทกภัย นักเดินทางสามารถร่วมชื่นชมความเข้มแข็งและอุตสาหะของชาวดัตช์ตั้งแต่ยุคป้องกันเมืองจากอุทกภัยได้ที่พิพิธภัณฑ์โพลเดอร์ (Polder museum) หรือพิพิธภัณฑ์การเกิดแผ่นดินใหม่ และโครงการสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ "เดลต้า โปรเจ็คท์ส" (Delta projects) ที่จัดแสดงวิธีการต่างๆ ในการป้องกันอุทกภัยของชาวดัตช์ตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งสะท้อนความมีเลือดนักสู้ของชาวดัตช์ที่มีต่อสภาพภูมิศาสตร์ของตนอย่างชาญฉลาดและเด็ดเดี่ยว

ในขณะเดียวกันชาวดัตช์ก็ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท แม้หากเกิดอุทกภัยกระทันหันขึ้น เยาวชนชาวดัตช์ทุกคนต้องผ่านวิชาว่ายน้ำทั้งในแง่ของการออกกำลังกาย การรักษาชีวิต และต่อยอดไปสู่ทักษะการว่ายน้ำด้วยเสื้อผ้าและรองเท้่าครบชุด การว่ายน้ำเพื่อช่วยชีวิต การว่ายน้ำเพื่อกู้ภัย กระทั่งการลอยตัวข้ามวันเพื่อรอรับความช่วยเหลือ..

เมื่อผ่านประสบการณ์ที่ต้องฝ่าฟันฝืนธรรมชาติ ภูมิประเทศแวดล้อมได้หล่อหลอมให้คนดัตช์ดูเหมือนแข็งกร้าว แต่แท้จริงแล้ว บุคลิกภาพโดยรวมนั้นเป็นการแสดงออกถึงความตรงไปตรงมา ไม่มีการประดับประดาความคิด คำพูด หรือการกระทำให้เสียเวลา ไม่ว่าจะกล่าวอะไรออกมา สำหรับชาวดัตช์ เขาหมายความตามนั้นจริง เพื่อนทุกคนเกิดมาเพียงร่วมโลกกัน ใครจะสูง ต่ำ ดำ ขาว ชาย หญิง หรือเป็นเพศที่สาม ที่สี่ ก็หาใช่ประเด็นไม่ ในสายตาของชาวดัตช์ ทุกคนล้วนแล้วแต่มีเสรีภาพที่จะเป็น อยู่ คือ ในแบบที่ตนปรารถนา คนอื่นไม่มีความจำเป็นจะต้องไปวิตกในสิ่งใดๆ ที่เขาเลือกแล้ว ความสุข ความทุกข์เป็นเรื่องของใครของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการเป็นหนึ่งใน 6 ประเทศที่ริเริ่มก่อตัวเป็นกลุ่มประเทศอียู และพัฒนาจนกลายมาเป็น"สหภาพยุโรป" ในปัจจุบัน ยิ่งทำให้มีการย้ายถิ่นฐานเข้าออกของประเทศสมาชิกตลอดเวลา


เนเธอร์แลนด์เป็นดินแดนขนาดกระทัดรัด ระยะทางจากเหนือจรดใต้ไม่เกิน 300 กิโลเมตร ดังนั้น ไม่ว่านักเดินทางจะเลือกไปทางเหนือ ออก ใต้ ตก ก็ไปได้จริงและทั่วถึงด้วยรถไฟ รถไฟในเนเธอร์แลนด์เป็นระบบขนส่งสาธารณะที่ให้บริการครอบคลุมความต้องการของผู้เดินทางทั้งในและนอกประเทศได้ดีเยี่ยม ไม่ว่าการบริหารจัดการภายในกิจการเดินรถไฟเอง หรือการจัดการร่วมกับการขนส่งแขนงอื่น เช่น รถบัส เรือ ฯลฯ ทุกแขนงล้วนออกแบบตารางการเดินรถที่กำหนดไว้ชัดเจน เที่ยงตรงต่อเวลา และสอดคล้องกับตารางการเดินรถหรือเรือตามสถานีขนส่งต่าง ๆ นักเดินทางสามารถวางแผนการได้ชัดเจน ว่าจะต้องออกเดินทางจากที่ใด ในเวลาใด และจะไปถึงจุดหมายแต่ละจุดเวลาใด ต้องต่อรถไฟ หรือรถเมล์สายอะไร ณ ป้ายพักคอยที่ใด เวลาเท่าไร ฯลฯ แม้อาจจะมีคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่นับว่าน้อยนัก ความสะดวกแม่นยำดังกล่าวทำให้รถยนต์อาจกลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยได้ เพราะรถยนต์สำหรับชาวเนเธอร์แลนด์นั้นหมายรวมถึงภาษี ค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา และที่สำคัญอย่างยิ่งคือค่าจอดรถที่ราคาสูงเกือบจะเหลือเชื่อ

ควบคู่ไปกับระบบขนส่งสาธารณะที่นับเป็นคุณสมบัติเด่นแล้วนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ยังเลือกใช้จักรยานเป็นพาหนะคู่กายด้วย แม้การขี่จักรยานจะสะดวกสบาย ไปได้ทุกหนแห่ง ได้ออกกำลัง ประหยัด ลดปัญหามลพิษได้มาก และที่สำคัญคือเร็วกว่า ดังที่มีสถิติรายงานว่าผู้ใช้จักรยานในอัมสเตอร์ดัมใช้เวลาเดินทางประจำวันเพียงครึ่งเดียวของผู้เดินทางด้วยรถยนต์ ดังนั้น เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของการเดินทางในเมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์เป็นไปโดยจักรยาน (โดยประมาณ 600,000 คันเฉพาะในอัมสเตอร์ดัม) กติกาการใช้เส้นทางร่วมกันกับคนเดินเท้าและพาหนะประเภทอื่นจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ผู้ขับขี่ต้องใช้ช่องทางจักรยานที่มีขนานไปกับช่องทางรถยนต์โดยเฉพาะ การจอดในที่จอดจักรยาน รวมทั้งไฟท้ายดวงเล็กๆ ที่จำเป็นต้องติดไว้ โดยเฉพาะในฤดูหนาว หรือในวันหมอกจัดซึ่งผู้ขับขี่จักรยานก็มักอยู่ในเสื้อผ้าสีเข้ม ฯลฯ เหล่านี้ถือเป็นกฏหมายที่ต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด ไม่ว่าผู้ขับขี่คนนั้นจะ "ขี่เป็นตั้งแต่แรกเกิด" อย่างที่เปรียบเปรยกันในหมู่ชาวดัตช์หรือไม่ ที่แน่ๆ คือชาวดัตช์สามารถขี่จักรยานไปพร้อมกับดูข้อความจากโทรศัพท์มือถือในมือ ขี่พร้อมกระเป๋าเอกสารแขวนสองข้างท้ายใหญ่กว่าของบุรุษไปรษณีย์ หรือขี่ไปกับอาหารจากโกรเซอรี่ สโตร์แน่นเต็มตะกร้าหน้ารถ แม้กระทั่งขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นย่อมจากอิเกียก็ยังมี

จากจักรยานก็เป็นเรือ ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่เมืองเล็กแค่ไหน ทุกหนแห่งในเนเธอร์แลนด์สามารถเข้าถึงได้โดยเส้นทางน้ำ มีคู คลองและช่องทางให้เลาะเลี้ยวไปทุกแห่งหน โดยเจตนาให้เส้นทางน้ำเหล่านี้มีไว้เพื่อรองรับน้ำที่อาจจะล้นขึ้นมาไม่วันใดก็วันหนึ่ง ถนนบางแห่งอาจถูกรื้อออก เพื่อขุดเป็นคลองแทนก็มี ต่างกับบางประเทศที่เลือกถมคลองทำถนน ทั้งๆ ที่ยังมีปัญหาน้ำท่วมอยู่เนืองๆ ตลอดเส้นทางน้ำที่นักเดินทางจะออกท่องน้ำเที่ยวซอกซอนไปนั้น ทุกวันนี้ยังพอมีบ้านลอยน้ำให้เห็นอยู่ในฐานะเป็นที่อยู่อาศัยที่คล้ายบ้านเรือ เพียงแต่ไม่ต้องเคลื่อนย้ายไปไหนเท่านั้น ลักษณะรวมๆ คล้ายตู้คอนเทนเนอร์ มีระเบียงน้อยกับมุมกินดื่มเล็กๆ พร้อมกระถางไม้ดอกสีสันสดใสให้นั่งชมวิวและโบกมือทักทายเรือที่ผ่านไปมา

อัมสเตอร์ดัมนับเป็นสีสันของเนเธอร์แลนด์โดยแท้ นครหลวงที่เต็มไปด้วยศิลปะและวัฒนธรรมแห่งนี้จึงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นศิลปินเดี่ยว คู่รัก หรือจะมาทั้งครอบครัวก็ตาม อัมสเตอร์ดัมพรั่งพร้อมไปด้วยพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ที่มีอยู่มากมายแทบจะทุกมุมเมือง ให้มุมมองอันหลากหลาย ทั้งศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี ประวัติศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในอันดับ "ต้องมา" ของยุโรปก็เช่น "ไรค์ มิวเซียม" (Rijksmuseum) "แวน โกะห์ มิวเซียม" (Van Gogh Museum) เป็นอาทิ สถานที่เหล่านี้จัดแสดงไว้ซึ่งผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซของศิลปินระดับโลก ทั้งแวน โกะห์ หรือแรมเบรนด์ (Rambrandt) หรือกระทั่ง "ไฮเนเกน เอ็กซพีเรียนส์" ( Heineken Experience) ที่เปิดให้เข้าชมกระบวนการการผลิตเบียร์ไฮเนเกน หนึ่งในเบียร์ดังของโลก นอกจากนั้น เด็กๆ ยังโปรดปราน "ศูนย์วิทยาศาสตร์นีโม" (Science Center Nemo ) ซึ่งเป็นแหล่งให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวันทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่แต่ละพิพิธภัณฑ์มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนนำเสนอศิลปะ หรือสิ่งจัดแสดงใหม่ ๆ ตลอดทั้งปี และบางที่ยังจัดให้ผู้เข้าเยี่ยมชมได้รับรู้ข้อมูลโดยละเอียดผ่านการฟังเลคเชอร์ หรือร่วมเวิร์กช็อปต่างๆ ทำให้พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งมีความเคลื่อนไหวและมีชีวิตชีวาขึ้นมาก

นอกจากนั้น นักเดินทางหลายคนยังปรารถนาที่จะไปเห็น "บ้านแอนน์ แฟรงก์" (AnneFrank Museum) ซึ่งเป็นบ้านเก่าที่เด็กหญิงแอนน์ แฟรงก์ เด็กหญิงเชื้อสายยิววัยเพียง 14 ปีใช้หลบซ่อนตัวจากเหล่าทหารนาซีที่ตบเท้าไล่ล่าสังหารชาวยิวอยู่ตามถนนข้างนอกบ้าน และเริ่มเขียนบันทึกบันลือโลกของเธอจากห้องมืดใต้บันได มุมอันมืดดำแห่งนี้กลับกลายเป็นแสงสว่าง ที่ส่องสร้างแรงบันดาลใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้แก่ผู้คนมากมายทั่วโลก แม้ปัจจุบัน บ้านแห่งโศกนาฏกรรมที่เด็กหญิงผู้นั้นเคยซ่อนตัวอยู่ยังได้รับการดูแลรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้ เพื่อคงเหลือเพียงร่องรอยบางส่วนจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เอาไว้เตือนสติให้เรารู้ว่าสงครามไม่เคยให้ผลดีต่อใครเลย


นอกจากภาพจำในความเป็นพระเอกทางศิลปวัฒนธรรมต่างๆ อัมสเตอร์ดัมยังมีมุมที่หลายคนมองว่าล่อแหลมต่อภาพพจน์อันดีของเนเธอร์แลนด์ที่แสนอบอุ่นน่ารัก มุมที่ผู้คนครึ่งหนึ่งของโลกแห่งการเดินทางท่องเที่ยวอาจมองเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ในขณะที่นักเดินทางที่นิยมศีลธรรมจรรยาอาจไม่ต้องการพูดถึง "มุมสนองตัณหา" อย่างย่านไฟแดง (Red Light District) ซึ่งเป็นเขตที่มีการซื้อขายบริการทางเพศอย่างเป็นระเบียบ เย้ายวนและเปิดเผย รวมไปถึงการดับสติตัวเองด้วยการสูบเสพใบพืชต้องห้ามทั้งหลายที่หาซื้อได้จากทุกร้านที่ขึ้นป้ายว่าคอฟฟี่ ช็อป (coffee shop) ซึ่งสำหรับที่อัมสเตอร์ดัม คอฟฟี่ ช็อปมิได้หมายถึงร้านกาแฟ หากแต่เป็นร้านที่ได้รับใบอนุญาตให้ขายพืชเสพติดต่างๆ (Cannabis , Hemp) ให้แก่ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และกติกานี้ใช้ได้เฉพาะกับในเขตย่านเร้ดไลท์เท่านั้น ทุกสิ่งนอกพื้นที่นี้ยังคงเป็นไปตามกฎหมายเนเธอร์แลนด์ทุกอย่างทุกประการ

หากเดินทางทิ้งห่างจากพื้นที่แห่งเสรีภาพทางกิเลส ณ ใจกลางอัมสเตอร์ดัมออกมาเพียงสี่สิบนาทีโดยรถไฟระหว่างเมืองสู่เฮก (Hague) บางคนอาจรู้สึกเหมือนได้เลื่อนชั้นทางความสงบ เฮกคือเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางราชการงานเมืองของเนเธอร์แลนด์ หรือกระทั่งของสหภาพยุโรปด้วย ตั้งแต่เมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อน เฮกเป็นมืองที่ประทับของพระราชวงศ์ออเรนจ์ (Orange –Nassau) จึงเป็นที่ตั้งหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานราชการ ศาลาว่าการ รวมทั้งสถานทูต และทำเนียบทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศอย่าง International Court of Justice หรือที่เราเรียกกันว่า "ศาลโลก" ด้วย เฮกจึงเปรียบเสมือนเมืองหลวงทางราชการของเนเธอร์แลนด์ จึงเป็นเมืองที่มี "วันสุดสัปดาห์" อันสงบเงียบที่สุดเมืองหนึ่งที่ผู้คนว่างวาย ร้านรวงปิดทำการ และหากใครได้เดินชมเมืองในบ่ายวันอาทิตย์รอบๆ ศาลาว่าการกรุงเฮก บางคนอาจไม่พบเพื่อนร่วมเดินถนนเลยในระยะที่สายตาทอดไปถึง จะมีความเคลื่อนไหวบ้างก็เพียงหงส์งามลอยตัวอยู่ในทะเลสาบโดยรอบสถานที่ราชการ และรถรางที่สั่นกระดิ่งกรุ๋งกริ๋งเคลื่อนขบวนผ่านไปผ่านมาช้าๆ และทิ้งเวลานานราวสิบห้านาทีต่อขบวนเท่านั้น..

จนเมื่อเข้าสู่ฤดูแห่งแสงอาทิตย์ ตลอดชายฝั่งทะเลที่ยาวถึง 11 กิโลเมตร เมืองอันสงบงามแห่งนี้จะได้ต้อนรับผู้โปรดปรานกีฬาทางน้ำที่จะแวะเวียนมารับแสงอาทิตย์ และสนุกสนานกับการเล่นกระดานโต้คลื่น ดำน้ำ แล่นเรือใบ และกีฬาทางน้ำทั้งหลายทั้งปวง ตามแนวหาดจะเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่ออกมาเริงร่าภายใต้แสงอาทิตย์อันอบอุ่นที่จะสาดส่องลงมาให้เบิกบานกันพียงชั่วเวลาสั้นๆ ในแต่ละปี

ในเวลาก่อนหน้านั้นไม่นาน ทุกๆ ปี เมื่อฤดูหนาวกำลังจะผ่านพ้นไป ผืนดินชุ่มน้ำของทั่วทั้งเนเธอร์แลนด์ดูจะพร้อมเสมอที่จะกลายร่างเป็นผืนพรมแห่งดอกไม้ขนาดมหึมาของโลกที่มองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียม ทุ่งทิวลิปหลากสีนานาพันธุ์ แดง ขาว ชมพู ม่วง เหลือง แสด น้ำเงิน จะบานสะพรั่งเรียงสลับสีกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา โดยเฉพาะในแถบถิ่นลินเดน (Leiden) แหล่งปลูกและบำรุงไม้ตัดดอกสำคัญของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งนักเดินทางหรือแม้แต่เพื่อนร่วมท้องถิ่นสามารถจอดรถแวะเข้าไปชำระค่าดอกไม้แล้วเลือกตัดดอกทิวลิปที่ชอบจากแปลงกลับไปเองได้ในราคาที่สมเหตุสมผล หรือหากนิยมดอกไม้แห่งชาติชนิดนี้เป็นพิเศษ ในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมของทุกปี นักเดินทางอาจวางแผนไปเยือนสวนพฤกษชาติ "เกอเก้นฮอฟ" (Keukenhof) ซึ่งอยู่ในระยะนั่งรถบัสเพลินๆ เพียงหนึ่งชั่วโมงจากสถานีขนส่งกลางกรุงเฮก ไปชมบุปผชาตินานาพันธุ์นับแสนนับล้านดอกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนสวนพฤกษาแห่งนี้ปีละหลายแสนคน เพื่อตื่นตากับอัญมณีมีชีวิตแห่งเนเธอร์แลนด์อย่างหมู่ทิวลิปหลากสี มีทั้งดอกตูม ดอกบานพริ้ว ขอบมน ขอบหยัก สีเดียว หรือสีผสม ทั้งหมดได้รับการปลูกเลี้ยงและบำรุงดูแลไว้ตามธีมการจัดแสดงที่เปลี่ยนไปทุกปี และเบ่งบานจัดจ้าอยู่กลางฤดูร้อนอันสว่างสดใสและอวลด้วยกลิ่นหอมของไฮยาซินธ์ที่รายอยู่ตลอดอาณาบริเวณ รวมทั้งในเรือนกระจกที่จัดแสดงลิลลี่ลูกผสมสายพันธ์ุใหม่ๆ ที่ได้รับรางวัลในแต่ละปี มีสิทธิบัตรพร้อมสำหรับผู้นำเข้าดอกไม้ที่เดินทางมามองหา "สินค้า" ใหม่ๆ เพื่อนำเข้าไปยังประเทศของตน บุปผานานาพันธ์ุเหล่านี้เองที่สานสร้างธุรกิจหลักมูลค่าปีละหลายหมื่นล้านบาทเข้าสู่เนเธอร์แลนด์ - ดินแดนที่เคยท้าทายต่อการอยู่อาศัยและเพาะปลูก

แน่นอนว่าเมื่อเดินทางออกสู่ชานเมืองหรือชนบท จะได้เห็นจริงว่ากังหันลมกับเนเธอร์แลนด์เป็นของคู่กัน แม้กังหันลมจะมีมาก่อนนานแล้ว แต่ชาวดัตช์เป็นชนชาติที่นำมาพัฒนาจนสามารถปรับใช้เป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ในการสร้างชาติ ทั้งวิดน้ำออกจากแหล่งน้ำ กักน้ำ รวมถึงนำพลังน้ำร่วมกับพลังลมมาสร้างพลังงานในการบด กด เลื่อย ในอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมน้ำมัน กระดาษ ไม้กระดาน ขนมปัง มัสตาร์ด ฯลฯ กังหันลมแบบดั้งเดิมจะมีฐานกว้างป้อม มีใบพัด 4 ใบกว้างๆ ปัจจุบัน ทั่วเนเธอร์แลนด์มีกังหันลมเหลืออยู่ให้ชมความเป็นมาอันแข็งขันของชนชาวดัตช์ประมาณพันกว่าตัว อีกแหล่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยือนคือ "คินเดอร์ไดค์" (Kinderdijk ) ซึ่งเป็นตำบลที่มีกังหันลมยุคเก่าคงเหลืออยู่จำนวน 19 ตัว และได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ด้วยว่ามีทัศนียภาพเป็นเอกและที่สำคัญเป็นอาณาเขตที่สะท้อนให้ผู้เยี่ยมเยือนได้หยุดคิดและตระหนักถึงความวิริยะอุตสาหะของมนุษย์ที่พยายามหาวิธีจัดการกับธรรมชาติเพื่อรักษาแผ่นดินไว้ ไม่ให้ถูกกลืนกลับลงทะเลไป


ครั้งนั้น ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้จากเนเธอร์แลนด์คือความชัดเจนในใจ ว่ามนุษย์ชาติเกิดมาโดยไม่ได้มีโอกาสเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองและสังคมของตัวเองได้หมดทุกคน ทุกประเทศมีข้อจำกัด มีภัยพิบัติหรือมีโจทย์ที่ยากต่อการดำรงอยู่ แต่ทุกอย่างที่เป็นบริบททางภูมิศาสตร์เหล่านั้นคือเครื่องหลอมให้มนุษย์ในท้องถิ่นนั้นๆ ได้เรียนรู้และอยู่กับธรรมชาติและภูมิประเทศของตนได้ ขอเพียงเรียนรู้ มีความมุ่งหวังและมีกำลังใจ

สำหรับการดำรงอยู่ของมนุษย์ชาติ ไม่ว่าเชื้อสายเผ่าพันธ์ุใด ปัจจัยสุดท้ายแต่สำคัญเหนืออื่นใด คือความเข้าใจและศรัทธา ดังที่เด็กหญิงผู้มีเวลาชีวิตอยู่เพียงสิบห้าปีกว่า ได้บอกเราผ่านบันทึกอันงดงามของเธอไว้ว่า..

" ความงดงาม : หนูไม่จมอยู่กับความทุกข์ หนูนึกถึงแต่ความงามที่ยังคงอยู่

หนูอยากบอกว่า-จงออกไปสู่โลกภายนอกเถิด ไปยังทุ่งกว้าง ชื่นชมกับธรรมชาติและแสงตะวัน

ออกไปเถิด ออกไปกอบเก็บความสุขแห่งตัวตนของคุณ และความสุขแห่งพระเป็นเจ้ากลับมา

นึกถึงความงดงามทั้งหลายที่ยังดำรงอยู่ในกายคุณ ยังคงอยู่รายรอบตัวคุณ และเป็นสุขกับมันเถิด” : แอนน์ แฟรงก์




17 views0 comments

Recent Posts

See All