เนปาล 2

นิตยสารสกุลไทย ตุลาคม 2014 เรื่อง : ชยสิริ วิชยารักษ์ ภาพ : อาคเนย์ เชื้องาม / ชยสิริ วิชยารักษ์


เนปาลเต็มไปด้วยนักแสวงหาจากอีกฟากหนึ่งของโลกที่ดั้นด้นมาเพื่อพบคำตอบจากชีวิตชาวพุทธ

วานรในบริเวณพระอารามสวายัมภูวนาถ บันเทิงกับของกินที่มักจะได้มาด้วยการชิงจากมือนักท่องเที่ยว



ลามะสมาธิ ณ ฐานเขียงพระเจดีย์ชั้นกลาง บนบัลลังก์เจดีย์มี "สมันตราจักษุ" ในพระพุทธองค์สถิตอยู่เบื้องบน "ดวงเนตรเห็นธรรม" คือเอกลักษณ์ของสถูปแบบวัชรญาณ



หญิงร้านขายชารินสินค้าของนางให้แก่ลูกค้าชาวถิ่นเดียวกัน

อาหารเช้าเรียบง่ายของเนปาลี มักประกอบด้วยแป้งนานจี่ไฟ มันฝรั่งผัดเครื่อง รับประทานกับชานมจามรีร้อนๆ แก้หนาว หอมอร่อยด้วยความสดใหม่




จงกรมประทักษิณาวัตร ตลอดรอบกำแพงด้านขวามือมีคูหา ภายในเรียงมณีวัตร (Mani wheel) และพระพุทธปฏิมา 147 พระองค์ประดิษฐานอยู่โดยรอบ

มารดาประจงเจิม "ติลกะ" แด่บุตรของตนหลังเสร็จพิธีกุศลจากในอาราม "ดิลก" เป็นสิริมงคลแก่ทุกคน




พุทธศาสนิกผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยจุดประทีปดวงน้อย รอไว้ให้ผู้แสวงบุญมารับไปสักการะพระบรมมหา-เจดีย์โพธินาถ ตั้งแต่ตีสามไปจนถึงดึกดื่น




นครกาฐมัณฑุมองจากยอดภูเขาแดง ที่ประดิษฐานมหาเจดีย์สวายัมภูวนาถ



พระมหาเจดีย์โพธินาถ ศูนย์กลางแห่งชาวพุทธวัชรญาณ กรุงกาฐมัณฑุ




ศิลปะงามวิเศษรูปพระโพธิสัตว์ และพระปฏิมาในอวตารต่างๆ

เมื่อตอนแรก เราได้ทำความรู้จักกับเนปาลในฐานะดินแดนที่มีความหลากหลายด้านชาติพันธ์ุ และ ความคิด ความเชื่อ ด้วยว่าประเทศในหุบเขาแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการผสมผสานของชนสองดินแดน คือชนจากมองโกลทางภาคเหนือของเนปาล ซึ่งเป็นชายแดนติดต่อกับจีนและธิเบต ซึ่งเป็นชนเผ่าดราวิเดียน (มองโกเลีย) กับชนชาวอารยันจากแคว้นอัสสัม และสิกขิม ซึ่งเข้ามาในพื้นที่ทางใต้ของเนปาลภายหลัง ทั้งสองชนชาติ สองศาสนา สองอารยธรรมได้ก่อกำเนิดความเป็นชาติเนปาล ผ่านความเปลี่ยนแปลงอันยาวนานเกินสองพันปี


ในบันทึกบางฉบับ นักประวัติศาสตร์ได้เคยบันทึกไว้ว่าตลอดระยะเวลาอันยาวนานย้อนไปถึงก่อนพุทธกาลนั้น บางสถานที่ในเนปาลเคยเป็นสถานบำเพ็ญวิปัสสนาของสมเด็จพระอาทิพุทธเจ้า และถือเป็นมงคลสถานแห่งเนปาลสืบมาจนทุกวันนี้ หนึ่งในสถานที่ดังกล่าวคือ "มหาพุทธเจดีย์สวายัมภูวนาถ" ศูนย์กลางแห่งประวัติศาสตร์ และศูนย์รวมจิตใจพุทธศาสนิกชนชาวเนปาล ซึ่งอยู่ห่างออกไปจาก "มหาเจดีย์โพธินาถ" ศูนย์กลางของเมืองไม่เกิน 5 กิโลเมตร เป็นที่รู้จักกันในภาษาชาวบ้าน และนักท่อง-เที่ยวว่า "วัดลิง"

ในกรุงกาฐมัณฑุ การเดินทางจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่งสำหรับนักเดินทางนั้น รถแท็กซี่ขนาดเล็ก นั่งได้ไม่เกิน 4 คนนับเป็นทางเลือกอิสระที่พบได้ทั่วไปแทบทุกหนแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงย่านการค้าตลอดเส้นทางผ่านหน้ามหาเจดีย์โพธินาถด้วย รถคันเล็กๆ ในสภาพบุโรทั่งเหล่านี้ จะจอดรอนักท่องเที่ยวอยู่เป็นกลุ่มๆ ราคาต่อรองได้ตามความพอใจ แต่ละแห่งที่ว่าจ้างไปมักอยู่ห่างกันไม่เกิน 4-5 กิโลเมตรแต่จะใช้เวลามากกว่าที่เรามักจะคิดกัน ด้วยว่าถนนหนทางในกรุงกาฐมัณฑุนั้น เกินกว่าครึ่งหนึ่งเป็นตรอกหินตะปุ่มตะป่ำและยักย้ายขึ้นลงตามสภาพพื้นที่ไหล่เขา ซอกเล็กซอยน้อยที่เต็มไปด้วย ฝุ่นและควัน ในความกว้างที่รถเล็กๆ สองคันสวนกันแทบจะไม่ได้ ส่วนเรื่องค่าโดยสาร หากไม่ทราบจะตกลงราคากันอย่างไร ปกติหลายๆ คนใช้เกณฑ์ค่าโดยสารจากกรุงเทพฯ เป็นหลักในใจ ถ้าหารจำนวน ผู้โดยสารออกมาแล้วเป็นราคาที่สมเหตุสมผลก็ถือว่าใช้ได้ ปกติจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แท็กซี่จะเรียกราคาใกล้เคียงกับราคาแท็กซี่บ้านเรา คือตั้งต้นที่ราวๆ 70 บาท ไปจนถึง 200 หรือ 300 บาท แล้วแต่กรณี ถ้าเกินไปจากนั้นควรจะต่อรองได้อีก


เมื่อมาถึงเขตพระอาราม และเดินตามบันไดขึ้นไปครบ 365 ขั้นจากลานด้านล่าง สาธุชนจะได้มาถึงพระมหาเจดีย์อันยิ่งใหญ่ในฐานะสถูปหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดของโลก "มหาเจดีย์สวายัมภูวนาถ" ณ ลานรอบมหาสถูป เมื่อมองย้อนลงไป จะเห็นภาพรวมอาคารบ้านเรือนทั้งหมดในกาฐมัณฑุทอดตัวสงบงามอยู่เบื้องล่าง เมืองหลวงซึ่งชาวพุทธเนปาลถือกันว่าเป็นจุดกำเนิดแห่งประเทศเนปาล ดังสมญาแห่งนามเมือง "กตมณฑป" ซึ่งหมายถึง "เรือนยอดพระเจดีย์ที่ประดิษฐาน ณ ยอดเขาสูงสุด" แห่งทิวเขาปัทมชาลา ทิวเขาแห่งปทุมชาติ ตามพุทธตำนานที่ว่าเดิมทีเดียว ใจกลางหุบเขาแห่งนี้เป็นเพียงทะเลสาบขนาดมหึมา ต่อเมื่อปางหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึงและทรงอยู่บำเพ็ญวิปัสสนา จึงบังเกิดมีพระมัญชุศรี (Manjusri) พระโพธิสัตว์แห่งพระปัญญาธิคุณได้ทรงใช้พระแสงขรรค์ฟันเทือกเขา "มหาภารตะ" (Mahabharat) ออกเป็นช่่องว่างให้น้ำไหลออกไปได้จนหมด และพระพุทธองค์ได้ทรงประทานเมล็ดบัวหนึ่งเมล็ดลง ณ ใจกลางพื้นที่ ก่อเกิดเป็นปทุมชาติให้ดอกงามขนาดมหึมาและแผ่รัศมีเรืองรองไพศาลไปทั่วหุบเขา เป็นนิมิตว่าพระพุทธศาสนาก็ได้อุบัติขึ้น และเจริญรุ่งเรืองสืบมา พระมัญชุศรีพระองค์นั้น ถือเป็นพระพุทธาวตารหนึ่งในตำนานพุทธสายจีนและธิเบต ก่อเกิดเป็นมงคลนามของชนเผ่า "มันชุ" หรือ"แมนจู" ในสำเนียงจีนสืบมา

องค์พระมหาเจดีย์มีสัณฐานเป็นรูปโอคว่ำ ถัดขึ้นไปจากฐานกลม เป็นบัลลังก์สี่เหลี่ยมก่อนขึ้นสู่เรือนยอด ทั้งสี่ทิศแห่งบัลลังก์นั้นมี "ธรรมจักษุ" เป็นคติให้ตระหนักรู้ว่าความดีความชั่วทั้งปวงของมนุษย์อยู่ในครรลองพระเนตรแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสมอ จากเรือนยอดสู่ฉนวนจนถึงปลายสูงสุดแห่งพระมหาเจดีย์ซึ่งเป็นมหาสุวรรณฉัตรสัญญลักษณ์แทน "พระนิพพาน" ที่สะท้อนแวววามอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์นั้น รายรอบไปด้วยสาย "ธวัชแห่งมันตรา" นับพันนับหมื่นสาย เป็นมงคลธวัชที่พบเห็นทั่วไปในพุทธาณาเขตทั้งในประเทศเนปาล ธิเบตและภูฏาน ทุกผืนธงจารไว้ด้วยมันตราที่จะโปรยสะบัดให้สายลมพัดพาเอาสรรพสิรินานาให้ปลิวออกไปโดยรอบทุกสารทิศที่สายลมจะเดินทางไปถึง

ถัดลงมาด้านตะวันออกของหุบเขากาฐมัณฑุ อีกหนึ่งพระมหาเจดีย์นาม "โพธินาถ" ก็สถิตอยู่เป็นอีกมิ่งขวัญหนึ่งของชาวพุทธวัชรญาณทั่วโลก เป็นมหาเจดีย์ท่ามกลางเทวาลัย วิหารและสถูปใหญ่น้อยจำนวนมากมาย "เท่าบ้านเรือนราษฎร" ตามที่นักวิชาการบันทึกไว้

เช่นเดียวกัน ณ "มหาเจดีย์โพธินาถ" บนพื้นราบที่หาได้ยากของนครกลางหุบเขานี้ ทุกชีวิตผู้ศรัทธายังอยู่ในสายพระเนตรแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังสมญา "สมันตจักษุ" อีกหนึ่งพระคุณนามในพระอาทิพุทธเจ้าที่หมายถึง "พระผู้ทรงมีดวงตาเห็นโดยรอบ" จึงตลอดทั้งวัน มีผู้จาริก นักเดินทาง นักบวช นักพรตมากมายพากันเดินประทักษิณาวัตรและถวายสักการะอยู่รอบๆ องค์พระเจดีย์ไม่ขาดสายตลอดทั้งวันทั้งคืน บ้างบริกรรมมงคลคาถาระหว่างจงกรมไปพลาง บ้างนั่งภาวนานิ่งอยู่พร้อมสายประคำในมือ บ้างหมุนกงล้อแห่งธรรมที่ประดิษฐานอยู่โดยรอบองค์พระมหาเจดีย์ บ้างบำเพ็ญความเพียรด้วยการถวายอัษฎางคประดิษฐ์ โดยลุกขึ้นยืนแล้วลงนอนคว่ำถวายสักการะให้อวัยวะทั้ง 8 สัมผัสกับพื้นดินนับจำนวนได้เป็นพันเป็นหมื่นครั้ง บ้างจุดประทีปน้ำมันเนยและถวายเครื่องหอมจากการจุดกำยานและกิ่งสนจากป่าสนรอบหุบเขาจนหอมตรลบไปไกลพร้อมกับควันไฟที่รายรอบองค์พระเจดีย์อยู่ไม่เคยขาดหาย

นอกจากดำรงอยู่เพื่อเป็นขวัญของสาธกทั้งหลาย พระมหาเจดีย์โพธินาถยังเป็นประหนึ่งศูนย์กลางแห่งการท่องเที่ยวเนปาลด้วย ดังนั้นโดยรอบองค์พระมหาเจดีย์ย่อมเป็นศูนย์กลางของประชากรชาวธิเบต และภูฏานที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยและค้าขายเลี้ยงชีพจำนวนนับหมื่นคน จัดเป็นชุมชนชาวมองโกเลียที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล และอาชีพที่ทำรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำคือการขายของที่ระลึก ให้บริการอาหาร และที่พักแด่นักท่องเที่ยว โดยรอบพระมหาเจดีย์จึงเป็นพื้นที่อันไม่เคยหลับไหลซึ่งประกอบขึ้นด้วยโรงแรมขนาดเล็กตามชั้นบนของห้องแถวโดยรอบองค์เจดีย์ ส่วนห้องแถวชั้นล่างเป็นร้านขายของที่ระลึกและศิลปประดิษฐ์ หัตถกรรมต่าง ๆของชนเผ่าทั้งหลายในภูมิภาคอินเดียเหนือและจีนใต้ อันมีพรมจากแกนเหนียวของหญ้าเน็ทเทิ่ล เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า เครื่องใช้ทำจากผ้าฝ้าย หนังจามรี รวมถึงชุดประจำชาติจากผ้าไหมต่างคุณภาพ ผ้าห่มและเครื่องกันหนาวถักทอจากขนสัตว์ที่มีดาษดื่นอย่างจามรี ได้เป็นผ้าพัชมินาอันเป็นสินค้าทำเงินแก่เนปาล เครื่องบูชาเซ่นสรวง พุทธปฏิมา เต้าน้ำมนต์ รางกำยาน และเทวรูปอันงามวิเศษ เครื่องถม เครื่องทองเหลือง รวมทั้งขันทองเหลืองนับร้อยนับพันขนาด ที่ผู้สวดภาวนาจะต้องฝึกใช้ไม้สักหุ้มนวมไล้วนรอบปากขันให้เกิดเสียงกังวาลไกล เป็นส่ิงประดับความสงบสำหรับผู้เจริญสมาธิ คลอไปกับคาถาสั้นๆ ในท่วงทำนองเพลงพุทธธิเบตที่นักท่องเที่ยวจะได้ยินตลอดวันจนเจนหูและสวดตามได้ในเวลาไม่เกินครึ่งวัน "โอม มณี ปัทเม หุม" บ้างก็ท่องบ่นตามไปในใจโดยหาทราบถึงความนัย หรือรหัสแห่งยอดพระคาถาแห่งพุทธวัชรญาณนี้ไม่

"โอม" เป็นคำพื้นฐาน เป็นจุดเริ่มต้นในโพธิสัตวมรรคา เป็นบทเร่ิมต้นของเกือบทุกบทมันตระและการบูชา เกือบทุกรูปแบบ ได้จากการรวมอักษร 3 ตัวที่เป็นตัวแทนแห่งพระทัตตไตรยา (Dattatraya หมายถึงพระตรีมูรติ) ได้แก่เสียง "ออ" เพื่อบูชาพระพรหม "อู" เพื่อพระวิศณุ และ "มอ" เพื่อพระศิวะ

ส่วนอีกหนึ่งพยางค์ศักดิ์สิทธิ์ "มณี" : ตามพระปิฎก มณีเป็นมรรคาแห่งสหภาวะ แปลว่าแก้วมณี คือเพชร คือวัชระ เป็นตัวแทนแห่งภาวะทางปัญญาที่กล้าแกร่ง เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังสมาธิจิตอันสูงส่ง พระพุทธศาสนามหายานในอินเดียใช้คำนี้เปรียบเปรยว่า "ความรู้กล้าแกร่งดังเพชร ตัดทำลายกิเลสให้สูญสิ้น"

พยางค์ต่อมา "ปัทมะ" คือดอกบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเบ่งบานแห่งจิตและความบริสุทธิ์ที่คงทนอยู่ในท่ามกลางความไม่บริสุทธิ์ นัยดั้งเดิมของสัญญลักษณ์ดอกบัวคือ บัวเกิดจากโคลนตมที่ใฝ่หาแสงอาทิตย์จนสามารถหยัดตัวขึ้นสู่พื้นผิวน้ำ เมื่อขึ้นพ้นผิวน้ำแล้วก็แย้มบานได้ และยังคงไม่แปดเปื้อนด้วยดินและน้ำ จิตก็เช่นกัน บังเกิดในร่างกายมนุษย์ เมื่อฝึกจิตจนลอยพ้นเหนือกิเลสและอวิชชา ย่อมจะตื่นรู้และเบิกบานได้ พระอริยะแม้จะอยู่เหนือโลกและก้าวพ้นไปจากโลก แต่รากฐานของท่านยังคงประดิษฐานบนพื้นโลก

ส่วนพยางค์สุดท้าย "ฮุม" คือเสียงแห่งลมปราณ ซึ่งเป็นแก่นแท้ของชีวิต เป็นพลังชีวิตอันละเอียดที่ไหลเข้าและออกจากกายเราเพื่อครอบคลุมสรรพสิ่ง หากสิ้นแล้วซึ่งฮุม คือสิ้นแล้วซึ่งลมปราณ ก็เป็นอันสิ้นพลังชีวิต


เหล่านี้เป็นเพียงมิติเดียวของความเข้าใจใน "รหัส" แห่งพุทธะ อันประกอบไปด้วยการเข้ารหัสและการถอดรหัสของสรรพสิ่งรอบกายที่ล้วนแล้วแต่บังเกิดขึ้นเพื่อบอกเล่าถึงปรัชญาในพุทธศาสนาทั้งสิ้น แน่นอนว่าสัญญะทั้งหมดทั้งมวลในความเป็นพุทธวัชรญาณนี้ได้ถูกถอดออกมาเป็นภาพเขียนสีที่พบเห็นและซื้อหาได้ทั่วไป ในนามของภาพเขียนสี "มณฑล" บนผืนผ้า เพื่อนำกลับไปเป็นเครื่องระลึก หรือมากกว่านั้นคือเครื่องเตือนใจให้ดำรงสติอยู่ในแนวทางที่ดีที่ชอบ เพื่อไปสู่การพ้นทุกข์ต่อไปในเบื้องหน้าอันไกลโพ้น


และในฐานะที่อยู่ร่วมกันในดินแดนแห่งรหัส ฮินดูศาสนิกเองก็ดำรงชีพอยู่ท่ามกลางรหัสและ "บทคัดย่อ" ของความเชื่อต่างๆ ที่รวบยอดมาไว้ใกล้ตัวเพื่อเจริญสติเช่นกัน ย้อนกลับไปยังวันที่ไปเยือนวัดปศุปฏินาถ วันที่ได้พบเห็นโยคี ฤาษี นักพรตนักบวชเจริญจิตเจริญธรรมกันอยู่ทั่วไป หากเพียงเราตั้งคำถามง่ายๆ ก็อาจนำไปสู่คำตอบที่น่าตื่นใจได้ไม่รู้จบ และหากชอบค้นคว้าหรือแสวงหา อาจนำพาไปถึงการศึกษาพระคัมภีร์อุปนิษัทต้นทางแห่งศาสนาพราหมณ์นั่นทีเดียว

ตัวอย่างคำถามง่ายๆ ข้อหนึ่งที่ผุดขึ้นในความคำนึงระหว่างท่องอินเดียและเนปาล คือเรื่องเครื่องหมายกลางหน้าผากของฮินดูศาสนิกที่ได้พบเจอ ทั้งชายหญิงและเด็ก ที่มีแตกต่างหลากหลาย ทั้งขนาด สี วัสดุที่ใช้เจิม และรูปทรง ตราเจิมนั้นคือ "ฏิลกะ" หรือ "ดิลก" ในสำเนียงไทย


ในดินแดนแห่งความหลากหลายนับสิบนับร้อยของศาสนา และลัทธิต่างๆ นอกจากจะแยกแยะกันด้วยข้อวัตรและวิธีบำเพ็ญกิริยาแล้ว นักบวชนักพรตทั้งหลายยังมีสัญลักษณ์อันเป็นที่เข้าใจระหว่างกันคือ "ฏิลกะ" - ที่แต้มกลางหน้าผากนั่นเอง ฏิลกะเป็นสวัสดิมงคลประจำวันที่ใกล้ตัวที่สุดของทั้งนักพรตและชาวบ้านร้านถิ่น ได้จากผงจันทน์ ผงข้าวสาร รวมทั้งเถ้าถ่านจากพิธีบวงสรวงต่างๆ ที่นำมารวมกันเข้ากับสีมงคล ละลายด้วยน้ำนมสำหรับเจิมกลางหว่างคิ้วเป็นกิจวัตร

เมื่อเดินสวนทางกับโยคีที่มีฏิลกะเจิมแบบสองเส้นลากขึ้นบนฟ้า เรารู้ว่าโยคีท่านนั้นบูชาพระวิศณุเทพ นักพรตท่านใดเจิมเป็นจุดคู่สองจุด หมายถึงสาวกในพระศิวะ ส่วนถ้าใครลากฏิลกะเป็นเส้นตามขวางสามเส้นขนานไปกับคิ้ว คือผู้บูชาพระอิศวร..

หญิงสาวสมรสแล้วจะต้องสางผมด้วยน้ำมันมัสตาร์ดแล้วเจิมฏิลกะทุกเช้า และลากฏิลกะไปตามเส้นแสกกลางผม เพื่อเป็นการอวยชัยให้พรแก่ชีวิตและสุขภาพของสามีตน

ใครมาถึงเรือนชาน หรือลูกหลานจะเดินทางไปไกล ผู้ใหญ่ในครัวเรือนจะเจิมฏิลกะให้ ประกอบการต้อนรับและคำพร ส่วนการแต้มฏิลกะลงบนนิ้วต่างๆ จะให้พรแก่ผู้แต้มต่างกันไป เพียงเวียนแต้มให้ครบ 8 นิ้ว ชีวิตผู้ศรัทธาก็จะมีความสุขและเปี่ยมด้วยมงคล..

ฟังดูง่ายๆ สวรรค์ (ในอก) คงเป็นถิ่นที่เข้าถึงได้ เพียงเพราะสิ่งปลีกย่อยเหล่านี้เอง


ส่วนถิ่นที่มนุษย์ยังไม่สามารถเข้าถึงได้จริง ทั้งที่เป็นแดนสวรรค์ภาคที่อยู่ใกล้พื้นพิภพอย่างที่สุด เช่นยอดบรมบรรพตอย่างมหาหิมาลัย "มหาคีรีแห่งหิมะ" อันเป็นที่ซ่อนแห่งเมืองลับแลในตำนานโบราณนามว่าป่าหิมพานต์นั่นเอง หิมพานต์อยู่ใกล้ทวยเทพที่สถิตอยู่บนฟากฟ้าเหนือเทือกเขาอันลี้ลับอยู่บนยอดเมฆนั้น เป็นที่ก่อเกิดสรรพชีวิตที่มีการบันทึกไว้ในฐานะตำนานปรัมปรา และความเชื่อทางศาสนามากมาย มีสระ "อันแสงอาทิตย์ล่วงลงมาไม่ถึง" อย่างสระอโนดาต มีสระโบกขรณี ที่อยู่ที่อาศัยของสรรพชีิวิตนานา มีคนธรรพ์ มีมักกะลีผล นาคา ราชสีห์ กวาง คชา มัสยา กินรี ครุฑ กิเลน อัปสร วิหค คาวี กิเลน ไกรสร อัสดรมีปีก หงส์ ฯลฯ ทั้งยังมีหมู่ไม้หอมนานาพรรณ


ดินแดนหิมวันต์นี้ เป็นแหล่งความคิดที่มนุษย์ชะลอเอา "จินตชีพ" จากเทือกเขาไกรลาศเหล่านั้น มาขึ้นรูปไว้ตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั่วทุกเขตคาม เพื่อสร้างสิริมงคล นับเป็นศิลปะอันมีค่าควรเมือง

หากเราสามารถเชื่อมร้อยเอาตำนานเหล่านั้นมาอธิบายศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมต่างๆ ได้ การท่องไปในประเทศมรดกโลกเช่นเนปาลย่อมทวีคุณค่าขึ้นเป็นอเนกอนันต์


โดยลักษณะทางกายภาพ ภูมิอากาศ และภูมิประเทศแล้ว นับว่าจินตนาการเหล่านั้นเป็นเรื่องที่อาจจะโยงเข้าหาความจริงได้ไม่ยาก ด้วยว่า ณ ระดับความสูงของเทือกเขาหิมาลัย เป็นระดับและอุณหภูมิที่ก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตและพืชพรรณจำเพาะมากมายหลายพันชนิด ที่พบได้เพียงในแถบถิ่นอินเดียเหนือ ภูฏาน เนปาลและธิเบตเท่านั้น


แม่น้ำคงคามหานที หนึ่งใน "แม่น้ำทั้งห้า" ที่ชาวฮินดีถือว่าเป็นสายน้ำที่เชื่อมร้อยแดนสวรรค์ หิมวันต์ และพื้นโลกเข้าหากันนั้น เป็นอีกหนึ่งความน่ามหัศจรรย์ใจ ในสภาพที่ไหลผ่านมหานครใหญ่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงพาราณสีซึ่งเป็นนครที่มีการประกอบศาสนกิจริมตลิ่งทั้งวันทั้งคืนตลอดเวลาต่อเนื่องกันมาเป็นร้อยๆ ปี มีการส่งร่างผู้ไร้วิญญาณขึ้นสู่สวรรค์โดยการฌาปนกิจ ณ ริมตลิ่งในลักษณาการเดียวกับ ณ ริมแม่น้ำภัคมติกลางกรุงกาฐมัณฑุ และสำหรับผู้ที่ "ถูกชำระแล้วด้วยอัคคี"​ ดังที่กล่าวถึงเมื่อตอนที่แล้วนั้น ก็จะถูกนำร่างฝากลงในแม่น้ำคงคา ทั้งยังมีร่างผู้ยากไร้ นักบวช สันยาสี รวมทั้งซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ ลอยปะปนอยู่กับสิ่งปฏิกูลมากมาย ทว่าไม่ไกลกันนั้น ก็มีผู้ศรัทธาดำผุดดำว่ายรับพรอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ตลอดทุกเมื่อเชื่อวัน และในฐานะแม่น้ำสายสำคัญของประเทศด้อยสุขอนามัยที่มีประชากรกว่าพันล้านคน โดยการณ์ดังว่า สายน้ำคงคาดูเหมือนจะต้องเน่าเสียไปนับแต่ร้อยปีที่แล้ว


แต่ใครเลยจะเชื่อว่า"คุณภาพทางวิทยาศาสตร์" ของน้ำในแม่น้ำคงคากลับติดอันดับน้ำ "สะอาด" บางคนถึงกับใช้ดื่มกินได้โดยไม่มีโรคหรือพิษภัยใดๆ ตามมา เรียกได้ว่าใช้กันเกือบเทียมน้ำประปา

นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่อธิบายว่าลำน้ำคงคาและลำน้ำอีกหลายๆ สายที่เกิดจากการละลายของหิมะและไหลผ่านรากไม้บางประเภทลงมาจากเทือกเขาหิมาลัยนั้น มีจุลชีวัน "พิทักษ์น้ำ" ชนิดพิเศษที่พบเฉพาะในพื้นที่อินเดียและเนปาลเท่านั้น..

แต่บางที "ศรัทธา" คำเดียวก็เป็นคำตอบของทุกข้อสงสัย


ส่วน"ศรัทธา" อีกประเภทหนึ่งกลับกลายเป็นสิ่งที่มีแต่แรงต่อต้านจากทุกมุมโลก นั่นคือพิธี "สตี" เพื่อพลีชีพในกองอัคคีตามสามีของสตรีชาวฮินดู ซึ่งถูกต่อต้านทั้งจากภายในและภายนอกอินเดียมานานเป็นศตวรรต ทั้งจากฮินดีด้วยกันและจากสังคมโลก สตรีที่สามีตายจากไป ต้องเดินเข้ากองไฟที่ฌาปนกิจสามีของตนในวันเดียวกัน เพื่อตามไปปรนนิบัติรับใช้ในดินแดนหน้า หาไม่แล้วนางจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างยากยิ่งด้วยถูกตราหน้าว่าเป็นกาลกิณีที่จะนำความทุกข์ยากแร้นแค้นมาสู่ ผ่านไปหลายร้อยปี นักสิทธิมนุษยชนและผู้คนทั่วโลกพากันจับตามองและกดดันให้ชาวฮินดียุติพิธีอันโหดร้ายนี้ หลายสิบปีที่ผ่านมาจึงได้มีการลักลอบทำพิธีสตีกันตามป่าเขาห่างไกลสายตาผู้คน ซึ่งที่แท้ พิธีสตีในปัจจุบันคือการมัดมือเท้าหญิงที่เพิ่งสูญเสียบุรุษอันเป็นที่รัก แล้วโยนนางเข้ากองไฟไปดีๆ นี่เอง

จะมีใครคำนึงถึงบุตรธิดาที่คนคู่นั้นมีร่วมกันหรือไม่ ..

อย่างไรก็ตาม โดยกฎหมายแล้ว เนปาลประกาศให้พิธีสตีเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญา นับแต่ปี พ.ศ.​ 2463 เป็นต้นมา ตามด้วยกฏหมายเลิกทาสที่ประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 2476 แต่กฎหมายจะหยุดยั้งความคิด ความเชื่อปรัมปราได้หรือไม่ ไม่มีใครตอบได้..


นอกจากกาฐมัณฑุแล้ว ในอีกสองพื้นที่มรดกโลกที่เราจะไปเยือนในตอนต่อไป ทั้งอาณาจักรปาฏานและภัคตปุร์ก็ล้วนประกอบขึ้นด้วยความคิดความเชื่อที่ผสมผสานกันอยู่จนยากจะอธิบาย ทั้งสามอาณาจักรสำคัญนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อของชนชั้นกษัตริย์ อีกทั้งการก่อตั้ง การสืบทอด ตลอดจนสิ้นสุดราชวงศ์ ความคิดความเชื่อมีบทบาทมาก แต่กลายเป็นมากเกินไปในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่โลกแห่งดิจิตอล


ราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลในฐานะสมมติเทพผู้เป็นสื่อกลางระหว่างสรวงสวรรค์กับพสกนิกรของพระผู้เป็นเจ้ายังต้องสิ้นสุดลงด้วยอุบัติการณ์สะกดโลกทั้งใบด้วยข่าวร้ายที่มกุฎราชกุมารทิพินทราทรงกราดปืนสังหารหมู่กษัตริย์พิรินทรา ผู้เป็นพระบิดาจนสิ้นพระชนม์ลงพร้อมกับพระราชินีไอศวรรยาและพระอนุชานิรายัน รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์อีกนับสิบพระองค์ เมื่อปี พ.ศ.​ 2544 ที่เคยเล่าถึงไปแล้วนั้น ลือกันทั่วไปว่ามาจากพิษรักและความคับแค้นที่โหราจารย์ในราชสำนักทูลให้ระงับพิธีอภิเศกของมกุฏราชกุมารไว้ก่อนด้วยว่าเป็นปีกาลกิณีของราชวงศ์ และต้องระงับไปจนกว่าพระองค์จะมีชันษา 35 ด้วย "ความเชื่อ" ที่ว่า "หาไม่แล้ว จะบังเกิดความพินาศแก่ราชวงศ์และบ้านเมือง"


พบกับความศรัทธา ความคิด ความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดผ่านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมวิเศษอันพิสดารแห่งนครโบราณนาม "ปาฏาน" และ "ภัคตปุระ" และอ่านเรื่องราวแห่งสมมติเทวี "เทพกุมารี" เด็กหญิงพรหมจารีตัวน้อยที่กษัตริย์เนปาลต้องก้มกรานสักการะ - ในตอนต่อไป


9 views0 comments