ขอสติ ขอปัญญา และพรจากฟ้าจงอยู่กับเรา

เขียนไว้เมื่อ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ครบหนึ่งขวบปีแห่งวาระที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 – 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559) เสด็จสู่สวรรคาลัย

ถึงวันนี้ ปี 2564 ยิ่งต้องตั้งสมาธิ สติ และพยายามใช้ปัญญา ท่ามกลางความมืดมนเหมือนจะสิ้นความหวัง เพราะปัญหาความยากจนจากโรคระบาด และการเมืองในชาติของเรา ......

"หนึ่งขวบปีที่สูญเสีย หลายคนยังไว้ทุกข์ บางคนยังร้องไห้ หลายคนยังเสียใจมาก เคยถามตัวเองไหมว่าเพราะอะไร เราต้องถามตัวเองกันอย่างกล้าหาญ ต้องเผชิญความจริง ว่ารัก อาลัย เสียใจ หรือที่จริงเสียดาย ? เรารู้สึกอย่างไร ต่อพระองค์ท่าน ที่ว่ากันโดยเนื้อแท้แล้วก็คือสุภาพบุรุษพระองค์หนึ่ง มีเลือดเนื้อ มีหัวใจ มีครอบครัว มีเรื่องราว มีความสุข ความทุกข์เช่นเดียวกันกับเราๆ ทุกคน แต่ไม่เคยทรงใช้เป็นข้ออ้าง สุภาพบุรุษผู้นั้น ใช้ชีวิตทั้งหมดเพื่อการบำเพ็ญคุณงามความดีตลอดเวลาเกือบเก้าสิบปี เกิดและเติบโตมาท่ามกลางความคาดหวังของคนอื่น กำพร้าพ่อตั้งแต่สองขวบ หยอดกระปุกซื้อแซกโซโฟนมือสอง เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 19 ด้วยร่างกายที่ระหงบอบบาง สายตาที่ไม่สมบูรณ์แบบ และหัวใจที่คงจะอ่อนแรงไปบ้างด้วยความสูญเสียพี่ชาย สหายสนิทคนเดียวในวัยเพิ่งจะหนุ่ม .. สุภาพบุรุษที่ทุ่มเทเวลาทั้งหมดที่มีให้แก่คนอื่น เพราะเชื่อ เพราะศรัทธาในผู้คน มาใคร่ครวญดูแล้ว ที่ว่าเสียใจ ไม่ใช่แค่เพราะอาลัยรัก แต่ที่มากกว่ามาก คือเสียใจที่ท่านต้องมาจากไปโดยที่ยังไม่เคยได้เห็นสิ่งที่ฝัน สิ่งที่ทำเพื่อมันมาตลอดพระชนมชีพต่างหาก เราบอกได้ค่ะ ว่าท่านมีฝัน และฝันของท่านเป็นฝันที่องอาจ ยิ่งใหญ่ เรืองรองงดงามนัก

.... ท่านทำมา 70 ปี เพิ่งป่านนี้ ที่พวกเราร้องไห้ ต้องร้องกันเท่าไหร่ ท่านจึงจะได้รับรู้ จึงจะได้ยินคำมั่นสัญญาของเรา ? ต้องร้องกันเท่าไหร่ ท่านจึงจะสบายใจ และทรงไปด้วยดี ? ...

ตลอดเวลาหนึ่งปี ได้เห็นเพื่อน พี่น้อง ลูก ลูกเพื่อน และเพื่อนลูก ทำในสิ่งที่พระองค์คงยินดีที่ได้เห็น ในม่านน้ำตา เรายังเชื่อว่าถ้าคนรุ่นเราและรุ่นถัดไปเข้าใจและลงมือ ไม่ต้องไปจำกัดความ ว่านี่คือ “ทำดีเพื่อพ่อ” เพราะนั่นอาจจะหมายความว่า - ถ้าไม่มีพ่อ ก็ไม่ต้องทำดี - อันนั้นคงไม่จีรัง แต่จงทำเพื่อตัวเอง ทำความดีเพื่อความดี ทำเพื่อตนเอง เพื่อสังคม แผ่นดิน และผืนน้ำ ของบ้านเมืองเราเอง .. ถึงวันนั้น ความฝันถึงบ้านเมืองอันเปี่ยมสุข อบอุ่น สว่างไสวของหนุ่มน้อยวัยสิบเก้าคนหนึ่ง ที่เพิ่งรู้จักคนไทย เมืองไทยก็เมื่อโตแล้ว โตและกลับมาในฐานะ “พระอนุชา” จนกระทั่งประเทศอันแสนจะกันดารจนยากทั้งประเทศ ได้ถูกวางไว้บนบ่า และถูกกดทับเอาไว้ด้วยเสียงวิงวอนที่ว่า “ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน” เสียงนั้น เสียงที่ตรึงท่านไว้กับความใฝ่ฝัน แม้จนวันสุดท้าย

ทุกคราวที่ได้เห็นข้อความเล่าถึงพระราชดำรัสในบั้นปลายที่ทรงเปรยกับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ไว้ว่า “สุเมธ งานยังไม่เสร็จ” ความเข้มแข็งที่เกิดจากการค่อยๆ ใคร่ครวญ ทำความเข้าใจ และสั่งสมไว้ต้านทานความอาลัยรัก เป็นอันพังทลายลงมาพร้อมน้ำตาทุกครั้ง มันจะเสร็จไหมเพคะ มันจะเสร็จใช่ไหม ? มันสายไปแล้วหรือยัง ? พระองค์จะได้เห็นใช่ไหม ? หลายคนคงเคยถามตัวเองด้วยความหวั่นไหว ด้วยความหวาดกลัว..

และเคยได้รับคำตอบว่า

“หลังวันที่ 13 ตุลา เมื่อปี 59

ผมเห็นผู้คน คนเล็กคนน้อย ไกล้ตัว ไกลตัว ลุกขึ้นมาทำเรื่องเล็กๆ เรื่องใหญ่ๆ อย่างกล้าหาญ

ทั้งสำนึกในหน้าที่ส่วนตัว ในส่วนรวม ทุกวัย โดยเฉพาะเด็กๆ

ผมเชื่อในเรื่อง การทำให้เห็น การปลูกฝัง และการหว่านเมล็ดพันธุ์ ผมเห็นความหวัง

ผมเชื่อว่าพระองค์ท่านเห็น

ถ้าจะถามว่าสายไปไหม ? ผมว่าไม่สายครับ เรื่องการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ กว่าผู้คนจะเข้าใจ กว่าสังคมจะเคลื่อนต่อไป ใช้เวลานานมาก ยิ่งกว่าจะเห็นผล ยิ่งนานเกินคนหนึ่งรุ่น พระองค์ท่านทราบดีกว่าเราๆ...” ขอบคุณพี่โหน่ง : วิชญ์ วัฒนศัพท์

....



และยังมีน้องคนหนึ่ง เขียนถึง 14 ตุลา ปีที่เสด็จสู่สวรรคาลัย ความทรงจำหลังวันสวรรคตมีดังนี้ “เช้าตรู่วันที่ ๑๔ ต.ค. ๕๙ มุ่งหน้าสู่ท้องสนามหลวงเพื่อเฝ้าคอยส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย ปักหลักคอยโดยที่ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ กับฝูงชนมากมายขนาดไหน ใจรู้แต่ว่าต้องไป

ฝูงชนและเจ้าหน้าที่ค่อยๆ หลั่งไหลมาเรื่อยๆ จากทั่วทุกสารทิศจนเต็มพื้นที่ ไม่สามารถจะมีใครเข้ามามากกว่านี้ได้แล้ว ไม่มีทางออก และไม่มีที่ให้ใครเข้า... .. หลังจากผ่านไปสิบกว่าชั่วโมง เมื่อเวลานั้นมาถึง เหล่าตำรวจทหารรักษาพระองค์ที่บรรจงย่อเข่าลงรอทำความเคารพขบวนที่ทุกคนต่างใจจดใจจ่อรอคอย เป็นสัญญาณให้ประชาชนนับแสนที่อยู่ ณ ที่นั้นเงียบงัน ไม่มีเสียงอื่นใดเล็ดรอด นอกจากเสียงสะอื้นเป็นระยะๆ เป็นความสงัดที่มีพลังมหาศาล เป็นความเงียบที่ยังคงก้องอยู่ในหัวใจจนถึงทุกวันนี้..” ขอบคุณน้องค่ะ : มาดดี ตั้งพานิช ..... ปี พ.ศ.​ 2564 เกือบห้าปีล่วงไป เกิดมหันตภัยใหญ่ในรอบร้อยปี กัดกินสุขภาพกายและใจผู้คนทั่วแผ่นดิน ทุกประเทศทั่วโลก อ่านบทความเมื่อวันเก่า แล้วก็ได้แต่ตั้งจิต มองพระบรมฉายาลักษณ์ แล้วอธิษฐาน

ขอความสงบ จิต และสำนึกเช่นวันนั้น จงกึกก้องอยู่ในสำนึกของคนรุ่นนี้และรุ่นถัดไปให้นานแสนนาน

....

ขอแผ่นดินไทยได้รับการพลิกฟื้น ขอพลเมืองในพระองค์ได้ตื่นขึ้นมาตามที่พระองค์ท่านเคยฝัน.. ขอตัวเอง ขอเพื่อนๆ ว่าเราจงตื่นจากอวิชชา ขอสติ ขอปัญญา และพรจากฟ้าจงอยู่กับเรา ..


34 views0 comments